การจำแนกสภาพนิสิต (สำหรับนิสิตรหัส 59 เป็นต้นไป)

คำตอบ:

  1. จำแนกสภาพเมื่อหมดเทอม ไม่คิดวิชาที่ติด I
  2. 1.75 <= GPA <= 1.99, นิสิตถูกจำแนกสภาพรอพินิจ (ทะเบียนจะแจ้งนิสิตและ อ.ที่ปรึกษาทราบภายในสองสัปดาห์หลังปิดเทอม)
  3. เงื่อนไขการ retire
    • ภาคการศึกษาแรกได้ GPA < 1.25
    • ทุกภาคการศึกษา GPA < 1.75
    • GPA < 1.8 มา 2 เทอมติด
    • GPA < 2.0 มา 4 เทอมติด
  4. ผลการเรียนภาคฤดูร้อน นำไปคิดในเทอมถัดไป
  5. GPA <= 1.99, ขอจบรับปริญญาไม่ได้
  6. GPA >= 3.25, 2nd Class, GPA >= 3.60, 1st Class Honor
  7. 1st Clas Honory & max GPA ในสาขาวิชา , ได้รับเหรียญทอง

ปัญหาของนิสิตแรกเข้าคืออะไร ?

คำตอบ:

เมื่อมีการเปลี่ยนสถานะจากนักเรียนมาเป็นนิสิตในมหาวิทยาลัย มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่ 2 ประการ คือ

  • ปัญหาการปรับตัวจากการเรียนในระดับมัธยมศึกษามาเป็นระดับมหาวิทยาลัย การเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาหากสอบไม่ผ่าน ยังมีโอกาสสอบใหม่จนกว่าจะผ่านได้ แต่ในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยหากคะแนนที่ได้ไม่อยู่ในเกณฑ์ผ่านของรายวิชานั้นๆ ก็ทำให้ตกในรายวิชาดังกล่าวการตก 1รายวิชา อาจจะทำให้ต้องใช้เวลาในการสำเร็จการศึกษามากขึ้นอีก 1 ปี ถ้ายิ่งตกหลายวิชาจะทำให้พ้นสภาพนิสิตได้
  • ปัญหาการปรับฐานความรู้ในด้านพื้นฐานวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ

ดังนั้น นิสิตพึงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในการเรียน รู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง รวมถึงการแบ่งเวลาให้เหมาะสมทั้งส่วนการเรียนและกิจกรรม

ถ้าสอบกลางภาคแล้ว รู้ตัววิชานั้นจะสอบไม่ผ่าน มีทางออกอย่างไร ?

คำตอบ:

ขอแนะนำนะครับ ถ้าคะแนนไม่น้อยถึงกับน่าเกลียด แบบต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (ค่า Mean) ขอแนะนำว่าลองสู้ต่อในปลายภาค ตั้งใจขึ้นให้มากกว่าเดิมแล้วจะมีโอกาสผ่านครับ แต่ถ้าไม่ไหวจริงคงต้องทำเรื่องของดเรียนบางรายวิชา หรือที่เรียกกันติดปากว่า ดรอป (Drop) โดยการดรอปจะต้องกระทำให้เสร็จสิ้นก่อนวันสอบปลายภาคประมาณ 2 สัปดาห์ครับ

เรียนแล้วติด F หรือ drop ในรายวิชาของคณะ จะลงทะเบียนเรียนซ้ำได้เมื่อไหร่ ?

คำตอบ:

การเปิดสอนในรายวิชาต่างๆ ของคณะฯ จะเปิดตามแผนการเรียนของแต่ละสาขาวิชา รายละเอียดอยู่ในคู่มือนิสิต กล่าวคือ บางรายวิชาจะไม่เปิดสอนในทุกภาคเรียน ดังนั้น นิสิตที่ติด F หรือ Drop อาจจะไม่สามารถลงทะเบียนรายวิชานั้นในภาคเรียนที่ต้องการได้ ต้องรอลงทะเบียนในปีการศึกษาถัดไปตามแผนการสอนของคณะฯ

การติดโปรคือ (Probation) ?

คำตอบ:

เมื่อเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว สิ่งที่หลายคนต้องทราบ ก็คือ ระบบการตัดเกรด จากการใช้ 0 ถึง 4 เปลี่ยนมาใช้ A, B+, B, C+, C, D+, D และ Fคำว่า “โปร” ย่อมาจาก “Probation” และ “ไทร์” ย่อมาจาก “Retire” แปลง่ายๆ ว่า พ้นสภาพนิสิต มีได้หลายกรณีครับ แต่ที่เป็นที่ (ไม่น่า) นิยมมากที่สุดก็คือ การรีไทร์จากผลการเรียน นั่นคือ มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 1.75 (สำหรับสาเหตุอื่นนิสิตศึกษาได้ที่ข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2555 ข้อ 30 ครับ) ส่วนคำว่า “Probation” แปลเป็น ไทยง่ายก็คือ สถานะรอพินิจ แยกย่อยได้ 2 ประเภท คือ

-โปรสูง นั่นคือเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 2.00 แต่มากกว่าหรือเท่ากับ 1.80 ถ้านิสิต ติดโปรสูงเกิน 4 เทอม ถ้าเทอมที่ 5 เกรด เฉลี่ยสะสมยังหนีไม่พ้น 1.80 – 2.00 โดนรีไทร์เช่นกันครับ

-โปรต่ำ นั่นคือเกรดเฉลี่ยสะสมน้อยกว่า 1.80 แต่มากกว่า 1.75 ถ้านิสิต ติดโปรต่ำเกิน 2 เทอม ถ้าเทอมที่ 3 เกรดเฉลี่ยสะสมยังหนีไม่พ้น 1.75 – 1.79 โดนรีไทร์ได้เช่นกันครับ

ที่ยกตรงนี้มาเพื่อต้องการให้นิสิต ไม่ประมาท เพราะการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมีอะไรที่ยากกว่าระดับมัธยมมาก บางครั้งนิสิตอาจจะรู้สึกตัวอีกทีว่าเราควรขยัน เมื่อมันสายไปแล้วก็ได้ (การนับการรีไทร์ สำหรับนิสิตปี 1 เมื่อนิสิตเรียนไป 1 ปีการศึกษา แล้วเกรดเฉลี่ยสะสม ไม่พ้น 1.75 โดนรีไทร์)

เกียรตินิยมคืออะไร แล้วจะได้เกียรตินิยมยังไง ?

คำตอบ:

เกียรตินิยม คือ ผู้ที่เรียนจนสำเร็จการศึกษา และไม่เคยสอบได้ D+, D หรือ F ในรายวิชาใดเลย และมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า  3.25  โดยเกียรตินิยมแบ่งได้2 แบบ คือ

1.          ปริญญาบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 2 ต้องเรียนครบตามหลักสูตร 4 ปี ได้เกรดเฉลี่ยสะสม ตั้งแต่ 3.25 ขึ้นไป

2.          ปริญญาบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 ต้องเรียนครบตามหลักสูตร 4 ปี ได้เกรดเฉลี่ยสะสม ตั้งแต่ 3.60 ขึ้นไป

นิสิตสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2555

การเปลี่ยนแปลงประเภทนิสิตจากภาคพิเศษ เป็นปรกติมีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง ?

คำตอบ:

นิสิต สามารถเปลี่ยนประเภทนิสิตจากภาคพิเศษเป็นภาคปกติได้ ต้องเรียนหลักสูตรที่ไม่ใช่หลักสูตรต่อเนื่อง ได้ศึกษารายวิชาและสอบผ่านตามหลักสูตรการศึกษาขั้นปริญญาตรีของคณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต โดยได้คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.75  และได้เรียนวิชาแกนหรือวิชาหลักของคณะหรือสาขาวิชาตามที่คณะหรือภาควิชากำหนด รายละเอียดสอบถามได้ที่นักวิชาการศึกษาของคณะหรือประธานสาขาวิชา (นิสิตสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากประกาศมหาวิทยาลัยบูรพาเรื่อง การเปลี่ยนประเภทนิสิตระดับปริญญาตรี ในสาขาวิชาเดียวกัน พ.ศ.2556)

การย้ายคณะมีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง ?

คำตอบ:

นิสิต ซึ่งศึกษาตามหลักสูตร 4 ปี อาจขอย้ายคณะได้ โดยต้องเรียนในคณะเดิมอย่างน้อย 2ภาคเรียน ทั้งนี้ ไม่นับภาคเรียนที่ลาพักการศึกษาหรือถูกสั่งให้พักการเรียน และ ไม่เคยได้รับอนุมัติให้ย้ายคณะมาก่อน (นิสิตสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก ข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2555 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการย้ายเข้าสังกัดการศึกษาในคณะที่นิสิตต้องการย้ายไป)

การเปลี่ยนสาขาวิชาภายในคณะ มีหลักเกณฑ์ อะไรบ้าง ?

คำตอบ:

นิสิต ซึ่งศึกษาตามหลักสูตร 4ปี อาจขอเปลี่ยนสาขาวิชาภายในคณะได้เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้โดยความเห็นชอบของหัวหน้าภาควิชาหรือประธานสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องและได้รับอนุมัติจากคณบดี แล้วให้คณบดีแจ้งให้นายทะเบียนทราบ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2555)

การเทียบโอนหน่วยกิต มีเกณฑ์อะไรบ้าง ?

คำตอบ:

มหาวิทยาลัยอาจพิจารณาเทียบโอนหน่วยกิตได้ตามประกาศของมหาวิทยาลัย (โดยนิสิต สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากระเบียบมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2552)

สาขาวิชาในระดับปรัญญาตรี ที่คณะวิทยาการสารสนเทศเปิดสอน เมื่อศึกษาจบแล้วสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ?

คำตอบ:

อาชีพที่สามารถประกอบได้หลังสำเร็จการศึกษา

·สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์

–          นักวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ

–          นักวิชาการคอมพิวเตอร์

–          ผู้เขียนชุดคำสั่ง (โปรแกรมเมอร์)

–          นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ

–          ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย

–          ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล

·สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

–          นักเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ

–          นักวิชาการเทคโนโลยีสารสนเทศ

–          นักวิเคราะห์และออกแบบระบบงานสารสนเทศ

–          นักพัฒนาระบบ

–          ผู้ดูแลระบบเครือข่ายและเครื่องแม่ข่าย

–          ผู้จัดการโครงการสารสนเทศ

–          นักพัฒนาเว็บไซต์

–          ผู้จัดการซอฟต์แวร์

–          ผู้จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ

–          นักวิชาชีพในสถานประกอบการที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

·สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์

–          วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer) หรือนักเขียนโปรแกรม (Programmer/Developer)

–          วิศวกรความต้องการ (Requirement Engineer)

–          นักประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ (Software Quality Assurance)

–          วิศวกรปรับปรุงกระบวนการซอฟต์แวร์ (Software Process Improvement Engineer)

–          นักทดสอบระบบ (Software Tester)

–          นักบูรณาการระบบ (System Integrator)

–          นักวิเคราะห์ระบบหรือนักออกแบบระบบ (System Analyst / Designer)

–          ผู้จัดการโครงการซอฟต์แวร์ (Software Project Manager)

อยากทราบว่าเรียนอย่างไรให้ได้เกรดดีๆ ?

คำตอบ:

แนะนำว่า ตั้งใจเรียน อ่านทบทวนบ่อยหากมีข้อสงสัยในเรื่องที่เรียนรีบยกมือถามเลย อย่าอาย อย่ากลัวที่จะถามอาจารย์ผู้สอน เพราะกลัวว่าจะถ่วงเพื่อนคนอื่นอย่างงจนสะสมไปเรื่อยและที่สำคัญจับกลุ่มกันติว จับกลุ่มกันอ่าน จะได้ประโยชน์มากกว่าการอ่านคนเดียวนะครับ

อยากทราบว่าเรียนคณะวิทยาการสารสนเทศนั้น ยากหรือไม่ ?

คำตอบ:

จะยากหรือไม่ยาก อยู่ที่ความพยายามของนิสิต ครับ  พี่ ๆ ไม่สามารถที่จะตัดสินได้หรอกครับ ว่ายากหรือไม่ เพราะขีดจำกัดของคำว่า “วิชานี้ยาก” ของแต่ละคนไม่เท่ากันนะครับ

กรณีจะส่งเอกสารคำร้องต่าง ๆ ถึงประธานสาขาและคณบดีลงนาม ทำได้อย่างไร ?

คำตอบ:

นิสิตสามารถส่งและรับเอกสารที่ คุณกรสหนันท์  ต่อพงษ์พันธ์ (พี่เก่ง) สำนักงานการจัดการศึกษา ห้อง 415 ชั้น 4 อาคารสิรินธร

-ก่อนส่งเอกสารกรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง เหมาะสม และลงนามให้เรียบร้อย

– ในการติดต่องานราชการให้แต่งชุดนิสิตที่ถูกระเบียบ ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยเครื่องแบบ เครื่องหมาย และเครื่องแต่งกายของนิสิต ระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2552

การลงทะเบียนเพิ่มลดรายวิชาทำได้อย่างไร ?

คำตอบ:

เมื่อถึงช่วงเวลาเพิ่มลดรายวิชาเรียน ตามปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัย ให้นิสิตดำเนินการเพิ่มลดออนไลน์ ได้ที่ http://reg.buu.ac.th/โดยนิสิตต้องรออนุมัติจากอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ที่ปรึกษา และคณบดี นิสิตสามารถตรวจสอบได้ในระบบว่าได้รับอนุมัติเพิ่มลดเรียบร้อยหรือไม่

– กรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติ นิสิตต้องเขียนใบคำร้องทั่วไป RE-01 เรื่องขอเพิ่มรายวิชาล่าช้า โดยระบุเหตุผล ขอเรียนรายวิชา xxxxxx และให้อาจารย์ผู้สอนเซนกำกับ และให้อาจารย์ที่ปรึกษาและคณบดีลงนาม จากนั้น นิสิตนำใบคำร้อง ส่งได้ที่งานทะเบียนและสถิตินิสิต ชั้น 1  อาคาร ภปร.

การถอนรายวิชา ( Drop ) ทำอย่างไร ?

คำตอบ:

– ในการถอนรายวิชา นิสิตสามารถขอใบคำร้องถอนรายวิชาได้ที่งานทะเบียนและสถิตินิสิต ชั้น 1  อาคาร ภปร. โดยไม่ต้องให้อาจารย์ประจำวิชาลงนาม แต่ต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาและคณบดีลงนาม และนำส่งที่งานทะเบียนและสถิตินิสิต ชั้น 1  อาคาร ภปร. ตามวันเวลาที่กำหนด โดยเก็บสำเนาใบถอนรายวิชาไว้ด้วย

ในกรณีกลุ่มเรียนเต๊มจะทำอย่างไรได้บ้าง ?

คำตอบ:

ถ้าเป็นวิชาเรียนของคณะวิทยาการสารสนเทศ ให้นิสิตติดต่ออาจารย์ผู้สอนประจำกลุ่มเรียนเพื่อขอขยายกลุ่ม ถ้าอาจารย์ผู้สอนเห็นชอบโดยการลงนามในใบคำร้อง ให้แจ้งที่นักวิชาการศึกษาเพื่อขยายกลุ่มเรียนและสำรองที่นั่งในระบบ แล้วทำการลงทะเบียนเพิ่ม-ลดรายวิชาในระบบทะเบียน(http://reg.buu.ac.th)ตามวันเวลาที่กำหนด

ถ้าเป็นวิชาเรียนนอกคณะวิทยาการสารสนเทศแต่เปิดให้สำหรับนิสิตคณะวิทยาการสารสนเทศ ให้นิสิตติดต่ออาจารย์ผู้สอนประจำกลุ่มเรียนเพื่อขอขยายกลุ่ม ถ้าอาจารย์ผู้สอนเห็นชอบโดยการลงนามในใบคำร้อง ให้กลับมาแจ้งที่นักวิชาการศึกษาของคณะวิทยาการสารสนเทศเพื่อขยายกลุ่มเรียนและสำรองที่นั่งในระบบ แล้วทำการลงทะเบียนเพิ่ม-ลดรายวิชาในระบบทะเบียน(http://reg.buu.ac.th)ตามวันเวลาที่กำหนด

ถ้าเป็นวิชาเรียนนอกคณะวิทยาการสารสนเทศและเปิดให้นิสิตนอกคณะวิทยาการสารสนเทศ ให้นิสิตติดต่ออาจารย์ผู้สอนประจำกลุ่มเรียนเพื่อขอขยายกลุ่ม ถ้าอาจารย์ผู้สอนเห็นชอบโดยการลงนามในใบคำร้อง และต้องแจ้งที่นักวิชาการศึกษาของคณะฯ ที่เป็นเจ้าของรายวิชา เพื่อขยายกลุ่มเรียนและสำรองที่นั่งในระบบ แล้วทำการลงทะเบียนเพิ่ม-ลดรายวิชาในระบบทะเบียน (http://reg.buu.ac.th) ตามวันเวลาที่กำหนด

การขอลาเรียนต้องทำอย่างไร ?

คำตอบ:

ในกรณีที่นิสิตเข้าร่วมกิจกรรมหรือเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมงานต่าง ๆ ให้หน่วยกิจกรรมที่นิสิตสังกัด ทำหนังสือถึงอาจารย์ประจำรายวิชาเพื่อขอลาเรียน และให้นิสิตทำสำเนาฝากเพื่อนไปส่งอาจารย์ประจำรายวิชาต่อไป  แต่ถ้าเป็นการลาเรียนเนื่องจากกิจส่วนตัวแนะนำให้นิสิตเขียนจดหมายลากิจพร้อมลายเซ็นและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครองครับ และให้ส่งก่อนวันที่จะหยุดเรียนหรือฝากเพื่อนส่งวันที่เรียนในรายวิชานั้นครับ (ในกรณีบางรายวิชาที่สามารถพิมพ์ใบลาส่งได้ นิสิตสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่เว็บงานกิจการนิสิต http://insa.buu.ac.th)

เรียนแล้วติด F ทำอย่างไร ?

คำตอบ:

ถ้าวิชาใดที่นิสิตเรียนแล้วติด F นิสิตต้องเรียนซ้ำเพื่อแก้ผลการเรียนครับ มีเงื่อนไขคือ ถ้านิสิตได้รับ F ในรายวิชาบังคับ นิสิตจะต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชานั้นซ้ำอีก จนกว่าจะได้รับ A, B+, B, C+, C, D+, D หรือ  S  แต่ถ้าได้รับ F ในรายวิชาเลือกนิสิตจะสามารถลงทะเบียนเรียนวิชาอื่นแทนได้ แต่ต้องอยู่ในกลุ่มวิชาเดียวกัน (สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2555)

การวัดผลประเมินในรายวิชาต่างๆ เป็นอย่างไร ?

คำตอบ:

     ในแต่ละรายวิชาอาจใช้วิธีการวัดผลประเมินผลแบบอิงกลุ่ม หรืออิงเกณฑ์ ก็ได้ ฉะนั้นในการสอบกลางภาค หากคะแนนเต็ม 60 ได้ 25 ก็อาจจะไม่ได้หมายความว่านิสิตไม่ผ่าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวัดผลในรายวิชานั้นว่าเป็นแบบใด หากเป็นแบบอิงกลุ่ม ก็ดูคะแนนเฉลี่ยของทั้งกลุ่มว่าเป็นเท่าใด เช่น ถ้าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 22.5 นั่นหมายความว่าคะแนนนิสิตอยู่ช่วงกลางของห้อง แต่ถ้าเป็นการวัดผลแบบอิงเกณฑ์เช่น ตัด F ที่ ต่ำกว่า 50% นั่นหมายความว่าคะแนนนิสิตต่ำกว่า 50% ของการสอบครั้งนั้น ซึ่งนิสิตก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจในการที่จะเรียนวิชานั้นต่อไป หรืออาจจะถอนรายวิชาในกรณีที่ได้คะแนนน้อยจริงๆ และน่าจะไม่สามารถทำคะแนนให้ดีขึ้นได้ในช่วงปลายเทอม

ระบบการให้คะแนนเป็นอย่างไร ?

คำตอบ:

      การให้ระดับคะแนนเป็นระดับขั้น มี 8ระดับ ได้แก่ A, B+, B, C+, C, D+, D, F และมี I (Incomplete) หมายถึงการทำงานยังไม่เรียบร้อย ให้รีบติดต่ออาจารย์ผู้สอนโดยด่วน!!!! และ W (Withdrawn) หมายถึง การถอนรายวิชาในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด ซึ่งกรณีนี้จะไม่ได้รับค่าหน่วยกิตคืน ส่วนในระดับคะแนนอื่นเช่น Au (ลงทะเบียนเรียนรายวิชาโดยไม่นับหน่วยกิต (Audit)), S (ผ่านตามเกณฑ์ (Satisfactory)), หรือ U (ไม่ผ่านตามเกณฑ์(Unsatisfactory)) คะแนนที่ไม่ได้เป็นระดับขั้น และอาจจะใช้ในบางรายวิชาในระดับปริญญาโทหรือเอก นิสิตต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2555 ข้อ 18 และ 19 โดยละเอียด และ หากมีปัญหาข้อสงสัยให้สอบถามกับนักวิชาการศึกษาหรืออาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการ